กุ้งก้ามกราม หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อกุ้งแม่น้ำ เป็นกุ้งน้ำจืดที่มีความสำคัญทั้งในด้านการประมง การเพาะเลี้ยง และเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่นักตกกุ้งตามแม่น้ำธรรมชาติให้ความสนใจ
กุ้งเผาตัวใหญ่ ๆ ที่มีก้ามสีฟ้า เนื้อแน่น และมันกุ้งเต็มหัวนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำจืดตลอดวงจรชีวิต
กุ้งก้ามกรามมีวงจรชีวิตที่น่าสนใจ เพราะแต่ละช่วงวัยต้องอาศัยสภาพแวดล้อมของน้ำแตกต่างกัน โดยเฉพาะ ระยะตัวอ่อนที่ต้องอาศัยน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นกุ้งวัยรุ่นและเดินทางเข้าสู่ระบบแม่น้ำที่เป็นน้ำจืด
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราอาจมองกุ้งก้ามกรามว่าเป็น นักเดินทางสองน้ำ ที่เชื่อมโยงระบบนิเวศระหว่างแม่น้ำ น้ำกร่อย และชายฝั่งเข้าด้วยกัน
จุดเริ่มต้นของชีวิต: ปากแม่น้ำและน้ำกร่อย
วงจรชีวิตของกุ้งก้ามกรามเริ่มต้นจากแม่กุ้งที่โตเต็มวัยในแหล่งน้ำจืด เมื่อผสมพันธุ์แล้ว ไข่จะติดอยู่ใต้ท้องแม่กุ้งประมาณ 17-21 วัน ไข่ใหม่มีสีเหลืองส้ม แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือเทาเมื่อใกล้ฟัก ซึ่งก็คือไข่ส้มกับไข่เทาที่นักตกกุ้งเรียกกัน
ระหว่างอุ้มไข่ แม่กุ้งจะเคลื่อนตัวลงตามลำน้ำไปยัง ปากแม่น้ำและเขตน้ำกร่อย เพื่อปล่อยลูกที่นั่น ตัวที่เดินทางลงไปคือแม่กุ้งที่มีไข่ ตัวผู้ไม่จำเป็นต้องลงไปด้วย เพราะการผสมพันธุ์เกิดขึ้นในน้ำจืดตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง
บริเวณนี้สำคัญเพราะตัวอ่อนในระยะแรกต้องอยู่ในน้ำกร่อยจึงจะรอด ในการเพาะฟัก กรมประมงอนุบาลลูกกุ้งในน้ำความเค็ม 12-15 ppt
ตัวอ่อนกุ้งไม่ได้มีรูปร่างเหมือนกุ้งที่เราเห็น
หลังฟักออกจากไข่ ตัวอ่อนจะเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า ระยะซูเอีย (Zoea) ซึ่งยังมีรูปร่างแตกต่างจากกุ้งโตเต็มวัยอย่างชัดเจน
ในช่วงนี้ตัวอ่อนมีขนาดเล็กมากและอาศัยอยู่ในมวลน้ำ กินสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและอนุภาคอาหารในน้ำ รวมถึงแพลงก์ตอนบางชนิด
ตัวอ่อนจะผ่านการลอกคราบและเปลี่ยนแปลงรูปร่างหลายระยะ กรมประมงแบ่งพัฒนาการช่วงนี้เป็น 11 ระยะ ใช้เวลาประมาณ 15-40 วัน ก่อนจะกลายเป็นกุ้งตัวเล็กที่พร้อมเข้าน้ำจืด
จุดสำคัญคือ ช่วงชีวิตแรกของกุ้งก้ามกรามเชื่อมโยงกับระบบน้ำกร่อยโดยตรง
จากลูกกุ้งสู่กุ้งวัยรุ่น: เริ่มเดินทางเข้าสู่น้ำจืด
หลังผ่านระยะตัวอ่อนทั้งหมด ลูกกุ้งจะเปลี่ยนรูปร่างเข้าสู่ระยะ โพสต์ลาร์วา (Postlarva) ที่ในวงการเพาะฟักเรียกกันว่ากุ้งคว่ำ เพราะตัวอ่อนว่ายน้ำหงายท้องถอยหลัง ส่วนกุ้งที่ผ่านระยะนี้แล้วจะคว่ำตัว ว่ายไปข้างหน้า และเกาะพื้นได้
เมื่อถึงระยะนี้ รูปร่างจะเริ่มคล้ายกุ้งก้ามกรามที่เราคุ้นเคยมากขึ้น และเริ่มเดินทางย้อนเข้าสู่ระบบน้ำจืด ตั้งแต่ระยะนี้ไปกุ้งเดินบนพื้นได้ และปีนข้ามสิ่งกีดขวางเล็ก ๆ อย่างโขดหินริมน้ำหรือฝายได้ด้วย
เส้นทางการเดินทางไม่ได้หมายความว่ากุ้งทุกตัวจะเดินทางขึ้นไปถึงตำแหน่งเดียวกัน แต่จะขึ้นอยู่กับสภาพแม่น้ำ ความเร็วกระแสน้ำ แหล่งอาหาร ที่หลบซ่อน และสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่
แม่น้ำสายสำคัญที่สามารถพบกุ้งก้ามกรามได้ เช่น
- แม่น้ำเจ้าพระยา
- แม่น้ำท่าจีน
- แม่น้ำบางปะกง
- แม่น้ำแม่กลอง
- แม่น้ำตาปี
- รวมถึงลำน้ำและพื้นที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลัก
เมื่อเข้าสู่น้ำจืดแล้ว กุ้งจะเริ่มใช้ชีวิตบริเวณพื้นท้องน้ำ ซอกหิน กิ่งไม้ วัสดุจมน้ำ และบริเวณที่มีโครงสร้างให้หลบซ่อน
ตรงนี้เองที่ระบบนิเวศของแม่น้ำเริ่มมีความสำคัญต่อการเติบโตของกุ้งอย่างมาก
ช่วงเติบโต: จากกุ้งตัวเล็กสู่กุ้งก้ามฟ้า
เมื่อเข้าสู่น้ำจืด กุ้งก้ามกรามจะใช้เวลาหลายเดือนในการเจริญเติบโต กรมประมงระบุว่ากุ้งอายุประมาณ 5 เดือนก็พร้อมผสมพันธุ์ได้ โดยอาหาร สภาพน้ำ อุณหภูมิ ที่หลบซ่อน และการแข่งขันระหว่างกุ้ง ล้วนมีผลต่อการเติบโต
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ กุ้งก้ามกรามเพศผู้ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทุกตัว
เพศผู้สามารถพบความแตกต่างของรูปร่าง โดยเฉพาะขนาดและลักษณะของก้าม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและพฤติกรรมทางสังคม
โดยทั่วไปอธิบายให้เข้าใจง่ายได้เป็น 3 กลุ่ม ในภาษาวิชาการเรียกว่า SM (ก้ามเล็ก) OC (ก้ามส้ม) และ BC (ก้ามฟ้า)
กุ้งก้ามเล็ก
เป็นกุ้งเพศผู้ที่มีขนาดเล็กกว่า ก้ามยังไม่พัฒนาใหญ่เด่นชัด
กุ้งกลุ่มนี้มักหลีกเลี่ยงการปะทะกับกุ้งตัวใหญ่ และมีโอกาสเสียเปรียบเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง
กุ้งก้ามส้ม
เมื่อกุ้งโตขึ้น ก้ามจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถเห็นสีส้มบริเวณก้ามได้ชัดเจนขึ้น
เป็นช่วงที่กุ้งเริ่มมีขนาดและความแข็งแรงมากขึ้น และมีบทบาทในการแข่งขันภายในประชากรกุ้งมากขึ้น
กุ้งก้ามฟ้า
นี่คือภาพของ กุ้งก้ามฟ้าพี่ใหญ่ ที่หลายคนต้องการเมื่อพูดถึงกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่
กุ้งกลุ่มนี้มีลำตัวใหญ่ ก้ามยาวและมีสีฟ้าเด่น โดยเฉพาะในเพศผู้ที่โตเต็มวัย
ขนาดของก้ามและลักษณะร่างกายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน การป้องกันพื้นที่ และพฤติกรรมการผสมพันธุ์ด้วย กุ้งก้ามฟ้าข่มกุ้งก้ามส้มได้ไม่ว่าตัวไหนจะใหญ่กว่า และยังกดการเติบโตของกุ้งก้ามเล็กไว้ด้วย
ทำไมกุ้งถึงเลือกอยู่ตรงนั้น?
สำหรับคนตกกุ้ง คำถามที่น่าสนใจกว่าการรู้ว่ากุ้งโตอย่างไร คือ แล้วกุ้งอยู่ตรงไหนของแม่น้ำ?
คำตอบไม่ได้มีเพียงเรื่องระดับน้ำหรือความลึกเท่านั้น
กุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตใกล้พื้นน้ำ และให้ความสำคัญกับบริเวณที่สามารถหลบซ่อน หาอาหาร และลดความเสี่ยงจากผู้ล่า
ดังนั้นพื้นที่ที่มีลักษณะ เช่น
- กองหิน
- ตอไม้
- กิ่งไม้จมน้ำ
- แนวตลิ่ง
- ร่องน้ำ
- พื้นที่เปลี่ยนระดับ
- วัสดุสะสมตามพื้นน้ำ
- บริเวณที่กระแสน้ำแตกต่างกัน
จึงอาจเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการสำรวจหากต้องการตกกุ้งในธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ไม่มีโครงสร้างใดรับประกันว่าจะมีกุ้งอยู่เสมอ เพราะตำแหน่งของกุ้งเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำ กระแสน้ำ อาหาร อุณหภูมิ คุณภาพน้ำ และกิจกรรมของกุ้งในแต่ละช่วงเวลา
วิธีมองโครงสร้างเหล่านี้ให้ออกจากหน้างานจริง อ่านต่อได้ที่ วิธีอ่านหมายตกกุ้งก้ามกราม
ฤดูผสมพันธุ์และการวางไข่
เมื่อกุ้งโตเต็มวัย วงจรชีวิตก็จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญอีกครั้ง นั่นคือการสืบพันธุ์
แม่กุ้งที่พร้อมผสมพันธุ์จะลอกคราบ และการผสมพันธุ์เกิดขึ้นตอนที่ตัวเมียเพิ่งลอกคราบเสร็จและเปลือกยังอ่อนอยู่
กุ้งเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่สามารถมีบทบาทในการปกป้องและแข่งขันเพื่อเข้าถึงตัวเมีย
หลังจากผสมพันธุ์ไม่กี่ชั่วโมง ไข่จะถูกปล่อยออกมาผสมกับน้ำเชื้อ แล้วเก็บไว้บริเวณใต้ท้องของแม่กุ้ง
จำนวนไข่ขึ้นอยู่กับขนาดของแม่กุ้ง ข้อมูลของกรมประมงพบว่าแม่กุ้งหนัก 10-50 กรัม มีไข่ประมาณ 11,000-70,000 ฟอง
กุ้งวางไข่ได้ตลอดปี แต่ไม่เท่ากันทุกเดือน
กรมประมงระบุว่ากุ้งก้ามกรามผสมพันธุ์วางไข่ได้ตลอดปีเมื่ออุณหภูมิน้ำสูงกว่า 21 องศาเซลเซียส และวางไข่ได้ปีละ 4-5 ครั้ง ซึ่งแม่น้ำภาคกลางของไทยอุ่นกว่าเกณฑ์นี้แทบทั้งปี
แต่ตลอดปีไม่ได้แปลว่าเท่ากันทุกเดือน งานวิจัยที่แม่น้ำตรังพบแม่กุ้งวางไข่มากช่วงปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว (ตุลาคมถึงกุมภาพันธ์) และพบสัดส่วนแม่กุ้งที่มีไข่สูงตั้งแต่กรกฎาคมไปจนถึงกุมภาพันธ์
เมื่อไข่พัฒนาเต็มที่ แม่กุ้งจะเคลื่อนตัวไปยังบริเวณที่เหมาะสมต่อการปล่อยตัวอ่อน
และวงจรชีวิตก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
แม่น้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงบ้านของกุ้ง
เมื่อมองวงจรชีวิตทั้งหมด จะเห็นว่ากุ้งก้ามกรามไม่ได้พึ่งพาแม่น้ำเพียงบริเวณเดียว
แต่ต้องอาศัย ระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไปจนถึงปากแม่น้ำ
ลองจินตนาการว่า
แม่กุ้งโตในน้ำจืด → ผสมพันธุ์และอุ้มไข่ → เคลื่อนลงสู่ปากแม่น้ำ → ตัวอ่อนพัฒนาในเขตน้ำกร่อย → กลายเป็นกุ้งคว่ำ → กลับเข้าสู่น้ำจืด → เติบโต → เริ่มวงจรใหม่
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณภาพของแม่น้ำและความต่อเนื่องของเส้นทางน้ำจึงมีความสำคัญต่อประชากรกุ้งก้ามกรามในธรรมชาติ
กรมประมงระบุว่าการสร้างเขื่อนกั้นน้ำทำให้กุ้งไม่สามารถอพยพไปวางไข่ที่ปากแม่น้ำได้ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่กุ้งก้ามกรามในธรรมชาติลดลง ร่วมกับการจับเกินกำลังผลิตของธรรมชาติ น้ำเน่าเสีย และการทำประมงที่ไม่ถูกวิธี
ปฏิทินวงจรชีวิตกุ้งก้ามกรามแบบเข้าใจง่าย
| ช่วงเวลาโดยประมาณ | ช่วงชีวิตและพฤติกรรม | สภาพแหล่งน้ำที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|
| มี.ค. ถึง มิ.ย. | เจริญเติบโต หาอาหาร และหลบซ่อน ยังวางไข่ได้แต่พบน้อยกว่าช่วงอื่น | น้ำจืด |
| ก.ค. ถึง ต.ค. | แม่กุ้งที่มีไข่เพิ่มขึ้น พอเข้าหน้าน้ำหลาก (ส.ค. ถึง ต.ค.) แม่กุ้งใช้กระแสน้ำช่วยพาลงสู่ปากแม่น้ำ | น้ำจืดสู่ปลายน้ำและน้ำกร่อย |
| พ.ย. ถึง ก.พ. | ยังพบแม่กุ้งมีไข่มาก ลูกกุ้งที่ฟักก่อนหน้าเริ่มกลับเข้าน้ำจืด กุ้งโตออกมากระจายหากินเมื่อน้ำนิ่ง | น้ำกร่อยสู่น้ำจืด |
หมายเหตุ: ช่วงวางไข่มากในตารางอ้างอิงจากงานวิจัยที่แม่น้ำตรัง ส่วนช่วงน้ำหลากเป็นแนวโน้มของแม่น้ำภาคกลาง ตารางนี้จึงเป็นภาพรวมเพื่อทำความเข้าใจวงจรชีวิต ไม่ควรใช้เป็นปฏิทินตายตัวสำหรับทุกแม่น้ำ เพราะฤดูวางไข่และการกระจายตัวของกุ้งแตกต่างกันตามพื้นที่ สภาพน้ำ และปริมาณฝนในแต่ละปี
แล้วความรู้เรื่องวงจรชีวิตเกี่ยวอะไรกับคนตกกุ้ง?
สำหรับนักตกกุ้ง ความรู้เรื่องวงจรชีวิตไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรู้จักกุ้งมากขึ้น แต่ช่วยให้เรา อ่านสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น
กุ้งแต่ละช่วงวัยมีความต้องการพื้นที่แตกต่างกัน
กุ้งวัยเล็กอาจให้ความสำคัญกับพื้นที่หลบซ่อนและแหล่งอาหาร ขณะที่กุ้งตัวใหญ่ต้องใช้พื้นที่มากขึ้นในการหากินและหลบหลีกการแข่งขัน
นอกจากนี้ระดับน้ำ กระแสน้ำ อุณหภูมิ คุณภาพน้ำ และฤดูกาล ล้วนมีผลต่อพฤติกรรมของกุ้ง
ถ้าอยากรู้ว่าแต่ละเดือนกุ้งอยู่ช่วงไหนของเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และปราจีนบุรี-บางปะกง อ่านต่อได้ที่ วงจรน้ำหลากกับการอพยพของกุ้งก้ามกราม
ดังนั้นการตกกุ้งในแม่น้ำธรรมชาติจึงไม่ใช่เพียงการหย่อนเบ็ดแล้วรอ แต่เป็นการ สังเกตแม่น้ำ อ่านน้ำ และทำความเข้าใจพฤติกรรมของสัตว์ที่เรากำลังตก
และเมื่อเราเข้าใจว่ากุ้งใช้ชีวิตอย่างไร เราก็จะเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า
ทำไมวันนี้กุ้งถึงอยู่ตรงนี้ แต่วันอื่นกลับไม่อยู่
จากลูกกุ้งตัวเล็ก สู่พี่ใหญ่ก้ามฟ้า
กุ้งก้ามกรามหนึ่งตัวไม่ได้เกิดมาเป็นกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ตั้งแต่แรก
มันต้องผ่านการฟัก การลอกคราบ การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง การเดินทางระหว่างน้ำกร่อยกับน้ำจืด การหาอาหาร การหลบผู้ล่า การแข่งขันกับกุ้งตัวอื่น และการเติบโตเป็นเวลาหลายเดือน
กว่าจะกลายเป็นกุ้งก้ามฟ้าตัวใหญ่ที่เราคุ้นเคย
ทุกช่วงชีวิตจึงเชื่อมโยงกับ แม่น้ำทั้งระบบ
และนี่คือเหตุผลที่การรักษาแม่น้ำ ปากแม่น้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ได้หมายถึงการรักษาแหล่งตกปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการรักษาวงจรชีวิตของสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศนั้นด้วย
แหล่งข้อมูลและการศึกษาเพิ่มเติม
- ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กรมประมง. หลักการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
- ธงชัย นิติรัฐสุวรรณ และคณะ. ฤดูวางไข่ของกุ้งก้ามกรามในแม่น้ำตรัง. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา, 2565
- Ling, S.W. The General Biology and Development of Macrobrachium rosenbergii. FAO
- FAO. Cultured Aquatic Species Information Programme: Macrobrachium rosenbergii
บทความที่เกี่ยวข้องจาก AminoX Lab
หากคุณสนใจการตกกุ้งในแม่น้ำธรรมชาติ สามารถศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ เช่น
